ReadyPlanet.com
dot
ฐานข้อมูล
dot
bulletฐานข้อมูลอาคารที่ต้องตรวจสอบ
bullet ทะเบียนผู้ตรวจสอบอาคาร
bulletข้อมูลการตรวจสอบอาคาร
bulletวัตถุประสงค์
bulletรายชื่อผู้ตรวจสอบอาคาร ประเภทนิติบุคคล
bulletรายชื่อผู้ตรวจสอบอาคาร ประเภทบุคคล
bulletมาตรฐานค่าวิชาชีพวิศวกรรม
bulletอัตราค่าจ้างตามระดับมาตรฐานฝีมือแรงงาน
dot
ดาวน์โหลด
dot
bulletสัญญาตรวจสอบอาคาร
bulletเอกสารรับรองความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า กรมโรงงานอุตสาหกรรม (word 2003)
bulletแบบฟอร์มขอใบรับรองการตรวจสอบสภาพอาคาร ของกทม (word 2003)
bulletตารางคำนวณระยะทางระหว่างจังหวัดทั่วประเทศไทย
bulletสไลด์นำเสนองานตรวจสอบอาคาร
dot
กฎหมาย
dot
bulletพ.ร.บ. ควบคุมอาคาร และกฎกระทรวง
bulletพ.ร.บ. โรงงาน และกฎกระทรวง
bulletพ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน
bulletพ.ร.บ. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
bulletพ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน
dot
ลิงก์ไปยังเว็บไซต์
dot
bulletกรมโยธาธิการและผังเมือง
bulletสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร
bulletการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
bulletสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน
bulletสภาวิศวกร
bulletสภาสถาปนิก
bulletวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
bulletสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์
bulletสมาคมผู้ตรวจสอบและบริหารความปลอดภัยอาคาร
bulletสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพบริหารทรัพยากรอาคาร
bulletสมาคมข่างเหมาไฟฟ้าและเครื่องกลไทย
bulletกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน
bulletสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)
bulletสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
bulletมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค
bulletสำนักเทคโนโลยีความปลอดภัย
dot
ค้นหา

dot
bulletN.S. Plus Engineering
bulletConstruction Audit
bulletThai Engineer 2009


สมาคมผู้ตรวจสอบและบริหารความปลอดภัยอาคาร




ไฟเป็นเรื่อง...ที่ต้องศึกษา

บทความน่าสนใจ คัดมาจากเว็บบอร์ดของ สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร

ไฟและอัคคีภัยเป็นเรื่องของเคมี ใช่ไหม ครับ คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าการที่ตึกระฟ้าถล่มที่นครนิวยอร์คจากการชนของเครื่อง บิน 2 ลำ ในวันที่ 11 กันยายน 2544 นั้น เกิดจากน้ำหนักเครื่องบินและแรงกระแทกอย่างเดียว น้อยคนที่จะคิดว่า เป็นเพราะการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงเครื่องบินและสิ่งของภายในตึกที่ระบายความร้อนไม่ทัน ทำให้อุณหภูมิในตึกสูงจนกระทั่งโครงสร้างโลหะของตึกไม่แข็งแรงพอ ตึกจึงถล่มลงมา เวลาไฟไหม้บ้าน ตำรวจดับเพลิงจะพยายามฉีดน้ำเลี้ยงบ้านที่อยู่ใกล้เคียงด้วย ทั้ง ๆ ที่เปลวไฟที่ไหม้อยู่ไม่ได้ไปสัมผัสถึงตัวบ้านใกล้เคียง แต่ผู้ที่ดับเพลิงเขารู้ว่ารังสีความร้อนสามารถแพร่ไปผ่านอากาศทำให้สีทา บ้านใกล้เคียงหรือไม้กระดานร้อนจนติดไฟได้เอง

วัตถุติดไฟได้อย่างไร

ไฟ มักจะเกิดจากการเผาไหม้สิ่งที่เป็นเชื้อเพลิงได้ ในอากาศที่อุณหภูมิสูงพอ การเผาไหม้ คือ การเกิดปฏิกิริยาเคมีระหว่างไอของสารที่อยู่ในเชื้อเพลิงกับออกซิเจนในอากาศ ซึ่งมักจะทำให้เกิดสารชนิดใหม่ นอกจากนี้ การเผาไหม้ยังทำให้เกิดความร้อนซึ่งมักจะเพิ่มอุณหภูมิรอบบริเวณของเชื้อเพลิงนั้น ๆ แก๊สหุงต้ม น้ำมัน ไม้ เป็นสิ่งที่ติดไฟได้ เพราะมีองค์ประกอบที่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศได้ ผลของปฏิกิริยาที่สมบูรณ์คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้ำ ซึ่งเรามองไม่เห็นและไม่ได้กลิ่น แต่หากว่าปฏิกิริยาไม่สมบูรณ์ จะเกิดก๊าซคาร์บอนโมนอกไซด์ ควัน เขม่าขึ้น นอกจากนี้ สิ่งเจือปนอื่น ๆ ที่มีธาตุไนโตรเจน กำมะถัน จะถูกเผาไหม้กลายเป็นก๊าซที่เป็นพิษได้ด้วย เช่นเดียวกับก๊าซคาร์บอนโมนอกไซด์

จากประสบการณ์ เรารู้ว่าวัสดุต่าง ๆ ติดไฟได้ยากหรือง่ายต่างกัน เทียนไขจะติดไฟได้ต้องอาศัยไส้ที่ช่วยการติดไฟ ส่วนแก๊สหุงต้ม ซึ่งมีองค์ประกอบทางเคมีคล้ายเทียนไขกลับติดไฟได้ง่ายมาก ทั้งนี้เป็นเพราะว่า การลุกเป็นไฟขึ้นอยู่กับสถานะของสาร แก๊สหุงต้มอยู่ในสถานที่พร้อมที่จะสัมผัสและปะปนกับออกซิเจนในอากาศอยู่แล้ว ส่วนสารของเทียนไข ต้องถูกหลอมและระเหยให้เป็นก๊าซด้วยไฟที่ไส้ จึงจะติดไฟต่อไปได้ กล่าวคือเปลวไฟของเทียนไขเกิดจากการเผาไหม้ก๊าซที่ได้ระเหยจากตัวเทียนไข และความร้อนที่เกิดขึ้นใน เปลวไฟ กลับมาช่วยให้ไขหลอมและระเหยต่อไป

การลุกไหม้ของสารต้องพึ่งปัจจัย 3 อย่าง คือ เชื้อเพลิง (ไอของมัน) อากาศ (ออกซิเจน) ในสัดส่วนที่พอเหมาะ และอุณหภูมิที่พอเหมาะ จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ฉะนั้น การดับไฟ คือการที่ทำให้เกิดการขาดปัจจัยอย่างน้อย 1 อย่าง เช่น การปิดวาวล์ถังแก๊ส เป็นการทำให้ขาดเชื้อเพลิง การฉีดน้ำทำให้ลดอุณหภูมิและ ลดการสัมผัสกับออกซิเจน เป็นต้น

เรียบเรียงใหม่จากหนังสือ “มหันตภัยจากวัตถุเคมี” โดย ภิญโญ พานิชพันธ์ เอื้อนพร ภู่เพ็ชร์ ธีระศักดิ์ พงศ์พนาไกร จัดพิมพ์โดย สวทช. มูลนิธิบัณฑิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไทย พ.ศ.2544 วัสดุทนไฟไม่ติดไฟ เพราะไม่สามารถทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้ง่าย เช่น เกลือแกง และอิฐ แต่วัสดุบางอย่างซึ่งธรรมดาติดไฟได้ง่าย เราสามารถทำให้ทนไฟได้ดีขึ้นโดยการอาบหรือผสมกับสารบางอย่างที่สามารถแพร่ กระจายความร้อนได้ดี (ลดอุณหภูมิ) หรือเปลี่ยนสภาพที่ถูกไฟไหม้ให้กลายเป็นเกราะฉาบผิววัสดุกันไม่ให้เกิดการ สัมผัสกับอากาศ (ลดความเข้มข้นของออกซิเจนและไอเชื้อเพลิง)

วัสดุบางชนิดติดไฟได้เมื่อถูกน้ำ เพราะมันทำปฏิกิริยากับน้ำทำให้เกิดความร้อนและก๊าซที่ติดไฟง่าย และความร้อนที่เกิดขึ้นจะช่วยเร่งปฏิกิริยาของก๊าซและสารต่าง ๆ ที่อยู่บริเวณรอบข้างทำให้ไฟลามมากขึ้น ฉะนั้นการดับไฟด้วยน้ำจึงไม่ได้ผลดีเสมอไป ส่วนวัสดุบางชนิดมีองค์ประกอบซึ่งสามารถปลดปล่อยออกซิเจนออกมาได้เอง เช่น สารเปอร์ออกไซด์อินทรีย์ วัสดุเหล่านี้ เมื่อติดไฟแล้วจะดับได้ยากมาก เพราะว่าปฏิกิริยาเกิดขึ้นได้โดยไม่มีอากาศจากภายนอก ความไวไฟของวัตถุ ของเหลวมักจะมีการระเหยให้เป็นก๊าซอยู่ตลอดเวลา เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นจะมีการระเหยไปสัมผัสกับอากาศมากขึ้น หากของเหลวนั้นติดไฟได้ จะมีอุณหภูมิหนึ่งที่ผิวของของเหลวจะติดไฟได้ชั่วครู่เมื่อมีประกายไฟมาใกล้ อุณหภูมิต่ำที่สุดที่ของเหลวติดไฟชั่วครู่โดยอาศัยประกายไฟนี้ เรียกว่า จุดวาบไฟ (flash point) การใช้จุดวาบไฟจึงเป็นวิธีหนึ่งเพื่อประเมินความไวไฟของวัตถุ คือวัตถุที่มีจุดวาบไฟต่ำถือว่าไวไฟมากกว่า และจุดวาบไฟสูงถือว่าไวไฟน้อยกว่า ของเหลวที่สามารถติดไฟได้ เมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่สูงกว่าจุดวาบไฟ จะสามารถติดไฟในอากาศได้อย่างถาวรไม่จำเป็นต้องพึ่งประกายไฟก็ได้

จุดชวาล (autoignition point) คืออุณหภูมิต่ำสุดที่ของสามารถติดไฟได้เอง โดยไม่อาศัยประกายไฟ ของแข็งก็เช่นกันต้องอยู่ในอุณหภูมิที่สูงพอ จึงจะจุดติดไฟได้ ดังนั้น การติดไฟของฟืนจึงต้องอาศัย ฟาง กระดาษ และไต้ เพื่อให้วัสดุพวกนี้ติดไฟก่อน ความร้อนจากการเผาไหม้ทำให้เกิดอุณหภูมิสูงที่บางจุดของฟืนเป็นเวลานานพอ จึงติดไฟได้ แม้ว่า ก๊าซบางชนิดจะติดไฟได้ง่าย แต่ก๊าซเหล่านี้ต้องผสมกับอากาศในสัดส่วนที่ถูกต้อง จึงจะติดไฟได้ ฉะนั้น แก๊สในถังแก๊สหุงต้มจะไม่ติดไฟภายในถัง การเปิดวาล์วมากเกินไปก็ไม่ทำให้แก๊สติดไฟเช่นกันเพราะ สัดส่วนผสมกับอากาศที่ปากวาวล์ไม่พอเหมาะ การที่จะติดไฟได้ต้องเป็นส่วนผสมที่ห่างจากวาวล์พอควร สารพิษที่เกิดจากการไหม้ไฟ วัตถุที่ไม่เป็นอันตรายหลายชนิด เมื่อถูกไฟไหม้จะทำให้เกิดก๊าซพิษได้ เพราะว่าวัตถุเหล่านี้ถูกทำให้แตกสลายและรวมตัวใหม่โดยการเผาไหม้ให้เป็นสาร ประกอบของธาตุไนโตรเจน กำมะถัน และคาร์บอน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของวัตถุนั้น ๆ เช่น คาร์บอนโมนอกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ไฮโดรเจนไซยาไนด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการรวมตัวของธาตุต่าง ๆ ในวัตถุนั้นอาจทำให้เกิดสารพิษตัวใหม่ได้เช่นกัน ตัวอย่างของวัตถุธรรมดาที่ใช้ตามบ้านที่เป็นอันตรายได้เมื่อเกิดไฟไหม้คือ ไม้ ผ้าม่าน ท่อพีวีซี วัตถุพลาสติกที่ทำมาจากการรวมตัวของหน่วยย่อย (monomer) มักจะไม่มีพิษ แต่เมื่อถูกไฟไหม้ บางส่วนจะกลับกลายเป็นสารพิษได้ เพราะหน่วยย่อยเหล่านี้จะแตกออก และแสดงความเป็นพิษของมัน เช่น ไวนิลคลอไรด์ (vinyl chloride) อะคริลาไมด์ (acrylamide) ไฮโดรเจนคลอไรด์ ไฮโดรเจนไซยาไนด์ เป็นต้น

ความร้อนและรังสีที่เกิดจากไฟไหม้ การลุกไหม้ของวัตถุต่างชนิดกัน และความเร็วของการเผาไหม้ที่ต่างกัน ย่อมทำให้เกิดความร้อนไม่เท่ากัน ความร้อนที่เกิดขึ้น หากไม่มีการถ่ายเท จะทำให้อุณหภูมิในบริเวณการลุกไหม้สูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งทำให้เกิดการระเหยของเชื้อเพลิงมากขึ้น เชื้อเพลิงระเหยนี้ จะวิ่งหาอากาศและออกซิเจน เพื่อให้เกิดการเผาไหม้มาก ขึ้นเสมอ ฉะนั้น เวลาเกิดไฟไหม้รุนแรงภายในตึกที่ปิดมิดชิดพอควร หากเกิดการถ่ายเทอากาศได้ดีขึ้นทันทีทันใด เช่น หน้าต่างแตกหรือประตูเปิด จะเกิดเปลวไฟวาบขึ้นแรงมาก เพราะเกิดการเผาไหม้ที่อัตราเพิ่มขึ้น และเพิ่มความร้อนซึ่งช่วยเร่งการเผาไหม้และเกิดอันตรายได้มากขึ้น

การถ่ายเทความร้อน มีกลไกที่จำแนกได้เป็น 3 อย่าง คือ

ก) การนำพาความร้อนไปด้วยการผสมกันกับอากาศหรือของเหลว เช่น อากาศร้อนจะขึ้นสูง และอากาศที่เย็นกว่าจะลงมาแทนที่ ทำให้เกิดการหมุนเวียนของอากาศ ความร้อนจึงหมุนเวียนและผสมไปกับอากาศที่นำพามันไป ของเหลวก็เช่นกันจะหมุนเวียนไปได้

ข) การนำความร้อนไปด้วยของแข็ง เช่น การนำความร้อนจากห้องหนึ่งโดยนำผ่านท่อเหล็กไปยัง อีกห้องหนึ่ง หรือความร้อนภายในห้องที่เกิดไฟไหม้ถูกนำผ่านลูกบิดประตูออกมาข้างนอกห้อง

ค) การแผ่รังสี ตัวอย่างเช่น การที่ความร้อนจากหลอดไฟแผ่มายังมือที่วางอยู่ใต้หลอดไฟ ความร้อนนี้มิได้เกิดจากการนำพาโดยอากาศ เพราะว่าอากาศที่ร้อนจะลอยขึ้น และไม่ลอยลงมาที่มือ หรือในกรณีความร้อนจากการผิงไฟ คือ รังสีความร้อนเป็นตัวหลักที่ทำให้เราร้อน เพราะว่าหากเอากระจกมากั้นระหว่างกองไฟกับ ตัวเราอย่างรวดเร็ว ตัวเราจะรู้สึกเย็นลงทันที ทั้ง ๆ ที่บริเวณที่เรายืนอยู่ยังไม่เปลี่ยนแปลงอุณหภูมิมากนัก

ฉะนั้น ในกรณีไฟไหม้ ควรระวังความร้อนที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ และอุณหภูมิที่เป็นผลตามมา เราต้องรู้ว่าเชื้อเพลิงที่กลายเป็นก๊าซที่ติดไฟง่ายในห้องปิดที่มีอุณหภูมิ สูงจะวิ่งหาอากาศเมื่อห้องเปิด และความร้อนจากการแผ่รังสีจะเป็นอันตรายต่อผู้ที่เปิดประตูห้องทันที ขณะเดียวกัน ความรู้เรื่องกลไกถ่ายเทความร้อน จะทำให้เราระวังก่อนจะจับต้องสิ่งของในบริเวณไฟไหม้ และระวังว่าต้องอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุพอสมควรเพราะเป็นการแผ่รังสีความร้อน

ประเภทของไฟ มีการแยกประเภทของไฟ ตามชนิดของเชื้อเพลิง และแหล่งเกิดพลังงานสำหรับการติดไฟนั้น ๆ ซึ่งโดยทั่วไปจะแบ่งเป็น

1. ประเภท A หรือ ก เกิดจากเชื้อเพลิง ซึ่งประกอบด้วย คาร์บอน ไฮโดรเจน และออกซิเจน เป็นส่วนใหญ่ เช่น กระดาษ ไม้ และฟาง

2. ประเภท B หรือ ข เกิดจากเชื้อเพลิง ซึ่งประกอบด้วย คาร์บอน และไฮโดรเจน เป็นส่วนใหญ่ เช่น น้ำมัน เชื้อเพลิง ก๊าซหุงต้ม

3. ประเภท C หรือ ค เกิดจากพลังงานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่พร้อมทำงาน หรือกำลังทำงาน ทำให้ส่วนประกอบของมันและสิ่งอื่นที่เป็นเชื้อเพลิงรอบข้างติดไฟได้

4. ประเภท D หรือ ง เกิดจากโลหะที่มีสมบัติติดไฟได้หรือกำเนิดแก๊สติดไฟได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับ อากาศและความชื้นในอากาศ เช่น โลหะโซเดียม อะลูมิเนียมที่เป็นผง เป็นต้น

เครื่องดับเพลิงที่ใช้อยู่ทั่วไปจะกำหนดอย่างชัดเจนที่ฉลากว่าสามารถใช้กับ ไฟประเภทใดบ้าง การดับไฟ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น หากเราสามารถกำจัดหรือลดปัจจัยอย่างหนึ่งอย่างใดของ 3 ปัจจัย คือ เชื้อเพลิง ออกซิเจน และอุณหภูมิ เราจะสามารถดับไฟหรือลดความสามารถในการติดไฟได้ น้ำเป็นสิ่งที่คนใช้มากที่สุด เพราะมักจะสามารถลดอุณหภูมิของสิ่งที่กำลังติดไฟได้ และยังคลุมวัตถุไม่ให้ถูกต้องกับออกซิเจนมากเกินไปอีกด้วย โฟมก็เช่นกันจะทำหน้าที่กันการสัมผัสกับออกซิเจน และช่วยลดอุณหภูมิด้วย แต่โฟมส่วนใหญ่ประกอบด้วยน้ำ จึงใช้ดับเพลิงของสารประเภทที่เป็นอันตรายเมื่อชื้นหรือเปียก ไม่ได้ เราต้องใช้โฟมพิเศษอย่างที่มีสูตรและส่วนผสม อื่น ส่วนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้น เนื่องจากมีความเย็นเมื่อออกจากถังดับเพลิง จึงสามารถกันไม่ให้ออกซิเจนเข้าไปพบสิ่งที่กำลังไหม้ไฟ และสามารถนำความร้อนออกมาบางส่วนด้วย สารเคมีแห้งที่ใช้กันทั่วไป เช่น แกรไฟท์ เกลือแกง แอมโมเนียมไดไฮโดรเจนฟอสเฟต มักจะทำหน้าที่ดูดความร้อนจากปฏิกิริยาเผาไหม้ ทำให้อุณหภูมิลดลง และสามารถเกิดก๊าซที่กันให้ออกซิเจนออกห่างได้อีกด้วย

กลไกอีกอย่างหนึ่งที่สารเคมีแห้งบางชนิดอาจจะใช้เพื่อดับไฟ คือ ทำให้หยุดลูกโซ่ปฏิกิริยาของอนุมูลอิสระในไฟ อันที่จริงแล้ว จากการวิเคราะห์อย่างละเอียด นักเคมีพบว่า นอกเหนือจากเชื้อเพลิง อุณหภูมิ และออกซิเจนแล้ว การเกิดไฟไหม้ยังต้องอาศัยการสนับสนุนจากปัจจัยที่ 4 คือ อนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวช่วยเร่งปฏิกิริยาและให้ความร้อน ฉะนั้น สารที่หยุดลูกโซ่การเกิดอนุมูลอิสระในไฟได้จะดับเพลิงได้ และเราได้พิสูจน์แล้วว่า สารประเภทเฮลอน (halon) นั้น ดับเพลิงได้ เพราะหยุดการเกิดอนุมูลอย่างเป็นลูกโซ่เป็นส่วนใหญ่

ไฟเป็นพลังงานชนิดหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์อย่างมหาศาล เพราะไฟเป็นต้นกำเนิดของพลังงานต่างๆ ที่มนุษย์นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่ ไฟ” อาจก่อให้เกิดภัยอย่างมหันต์ได้ หากขาดความรู้หรือขาดความระมัดระวังในการใช้และการควบคุม ดูแลแหล่งกำเนิดไฟ ประชาชนทั่วไปควรรู้ภยันตรายจากไฟไหม้ เพื่อจะได้มีแผนการควบคุมการใช้ไฟ การใช้ความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย พร้อมทั้งเรียนรู้วิธีการ ป้องกันและระงับอัคคีภัยเพื่อลดภยันตรายที่จะเกิดขึ้น

สิ่งที่ควรรู้ได้แก่ ภยันตรายจากไฟไหม้, การป้องกันและระงับอัคคีภัย, วิธีใช้เครื่องดับเพลิง, ขั้นตอนทั้ง 4 เมื่อมีไฟไหม้, หลัก 5 ต้องป้องกันไฟ, บัญญัติ 10 ประการในอาคารสูง, และความรู้เบื้องต้นเพื่อพ้นอัคคีภัย และใช้แก๊สปลอดภัย 10 วิธี โดยมีรายละเอียดดังนี้

1).ภยันตรายจากไฟไหม้

1.1 ไฟไหม้จะมีความมืดปกคลุม ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ ความมืดนั้นอาจเนื่องจากอยู่ภายในอาคารแล้วกระแสไฟฟ้าถูกตัด หมอกควันหนาแน่น หรือเป็นเวลากลางคืน วิธีแก้ไข ติดตั้งอุปกรณ์ไฟส่องสว่างฉุกเฉิน ( Emergency Light ) ซึ่งทำงานได้ด้วยแบตเตอรี่ทันที ที่กระแสไฟฟ้าถูกตัด ติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง เมื่อกระ แสไฟฟ้าถูกตัด เตรียมไฟฉายที่มีกำลังส่องสว่างสูง ไว้ให้มีจำนวนเพียงพอในจุดที่สามารถนำมาใช้ได้สะดวก ฝึกซ้อมหนีไฟเมื่อไม่มีแสงสว่าง ด้วยตนเองทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน ในโรงแรม หรือ แม้แต่ในโรงพยาบาล โดยอาจใช้วิธีหลับตาเดิน ( ครั้งแรกๆ ควรให้ เพื่อนจูงไป ) และควรจินตนาการด้วยว่าขณะนี้กำลังเกิดเหตุเพลิงไหม้

1.2 ไฟไหม้จะมีแก๊สพิษและควันไฟ ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุเพลิงไหม้ประมาณ ร้อยละ 90 เป็นผลจากควันไฟ ซึ่งมีทั้งก๊าซพิษ และทำให้ขาดออกซิเจน วิธีแก้ไข จัดเตรียม หน้ากากหนีไฟฉุกเฉิน (Emergency smoke mask) ใช้ถุงพลาสติกใส ขนาดใหญ่ตักอากาศแล้วคลุมศีรษะหนีฝ่าควัน (ห้ามฝ่าไฟ) คืบ คลานต่ำ อากาศที่พอหายใจได้ยังมีอยู่ใกล้พื้น สูงไม่เกิน 1 ฟุต แต่ไม่สามารถทำได้เมื่ออยู่ในชั้นที่สูงกว่าแหล่งกำเนิดควัน

1.3 ไฟไหม้จะมีความร้อนสูงมาก หากหายใจเอาอากาศที่มีความร้อน 150 องศาเซลเซียสเข้าไป ท่านจะเสียชีวิตทันที ในขณะที่เมื่อเกิดเพลิงไหม้แล้วประมาณ 4 นาที อุณหภูมิจะสูงขึ้นกว่า 400 องศาเซลเซียส วิธีแก้ไข ถ้าทราบตำแหน่งต้นเพลิงและสามารถระงับเพลิงได้ ควรระงับเหตุเพลิงไหม้ ด้วยความรวดเร็ว ไม่ควรเกิน 4 นาทีหลังจากเกิดเปลวไฟควรหนีจากจุดเกิดเหต ุให้เร็วที่สุด ไปยังจุด รวมพล (Assembly area)

1.4 ไฟไหม้ลุกลามรวดเร็วมาก เมื่อเกิดเปลวไฟขึ้นมาแล้ว ท่านจะมีเวลาเหลือในการเอาชีวิตรอดน้อยมาก ระยะการเกิดไฟไหม้ 3 ระยะ ดังนี้

1.4.1 ไฟไหม้ขั้นต้น คือ ตั้งแต่เห็นเปลวไฟ จนถึง 4 นาที สามารถดับได้ โดยใช้เครื่องดับเพลิงเบื้องต้น แต่ผู้ใช้จะต้องเคยฝึกอบรมการใช้เครื่องดับเพลิง มาก่อน จึงจะมีโอกาสระงับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.4.2 ไฟไหม้ขั้นปานกลาง ถึงรุนแรง คือ ระยะเวลาไฟไหม้ไปแล้ว 4 นาที ถึง 8 นาที อุณหภูมิจะสูงมากเกินกว่า 400 องศาเซลเซียส หากจะใช้ เครื่องดับเพลิง เบื้องต้น ต้องมีความชำนาญ และต้องมีอุปกรณ์ จำนวนมากเพียงพอ จึงควรใช้ระบบดับเพลิงขั้นสูง จึงจะมีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ มากกว่า

1.4.3 ไฟไหม้ขั้นรุนแรง คือ ระยะเวลาไฟไหม้ต่อเนื่องไปแล้ว เกิน 8 นาที และยังมีเชื้อเพลิงอีกมากมายอุณหภูมิจะสูงมากกว่า 600 องศาเซลเซียส ไฟ

4 จะลุกลามขยายตัวไปทุกทิศทางอย่างรุนแรงและรวดเร็ว การดับเพลิงจะต้องใช้ผู้ที่ได้รับการฝึก พร้อมอุปกรณ์ในการระงับเหตุขั้นรุนแรง

ตัวอย่าง ปัญหาและความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย

1. เจ้าหน้าที่หน่วยงานและประชาชน ไม่มีความรู้เรื่องอัคคีภัย การป้องกันอัคคีภัย และการระงับอัคคีภัย

2. โครงสร้างอาคาร และสภาพแวดล้อมไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ

3. ขาดอุปกรณ์ที่เหมาะสมในการระงับอัคคีภัยและการช่วยชีวิต เมื่อเกิดอัคคีภัย

4. ขาดการพัฒนาระเบียบวินัย และ การสร้างจิตสำนึกของเจ้าหน้าที่และประชาชนให้ตระหนักในเรื่องความปลอดภัย อย่างแท้จริง

5. องค์การต่างๆไม่มีมาตรฐานการป้องกันอัคคีภัยที่มีระบบ เป็นรูปธรรมอย่างสากล

วิธีดำเนินงาน เพื่อให้ได้มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย

(1).จัดคนรับผิดชอบ หน่วยงานต้องแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาเป็นทางการ โดยคำสั่ง จากผู้บริหารสูงสุดขององค์การเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อจัดทำแผนแม่บท ในการป้องกันและระงับอัคคีภัย(ธรรมนูญความปลอดภัย) ซึ่งควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านอัคคีภัยจากภายนอก (ที่เป็นสมาชิก หรือใช้มาตรฐาน NFPA National Fire Protection Association , USA.) เข้าร่วมในคณะทำงานนี้ด้วย เพื่อให้แผน สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด อาจเชิญได้จากสมาคมการดับเพลิงและช่วยชีวิต FARA , สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งหน่วยอาสาต่างๆ หลักสำคัญในการบริหารบุคลากร คือ ต้องตั้งเป้าหมายให้คนในองค์การสามารถดำเนินการเองได้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูง และมีนโยบายที่ชัดเจนต่อเนื่อง โดยสมาคมฯ FARA ได้กำหนด วิสัยทัศน์-พันธกิจ ให้กับองค์การที่ต้องการพัฒนามาตรฐาน คือ ทำได้เมื่อภัยมา มีความรู้ มีความพร้อม ฝึกซ้อมเสมอ รู้ปัญหาเพื่อแก้ไข สำรวจค้นหาความเสี่ยง ประเมิน และร่วมกันแก้ไข เป็นขวัญกำลังใจ เอื้อเฟื้อ อาทร ใส่ใจ และเอาใจใส่ผู้ร่วมงาน เพื่อให้รักสามัคคี ทุกเป้าหมายต้องก่อให้เกิดความรัก และเกื้อกูลกันตลอดไป

(2).ตรวจสอบงบประมาณ ควรตรวจสอบงบประมาณที่มีอยู่แล้ว หรือคาดว่าจะมีเพิ่มเติมมาในอนาคต เพื่อจะได้เลือกแผนการทำงานที่เหมาะสมได้โดยทันที เช่น

2.1 ถ้ามีงบประมาณมากเพียงพอ ให้จัดหาอุปกรณ์ทั้งหมดที่กำหนดไว้ตามมาตรฐานโดยทันที แล้วจัดการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ ให้รู้และเข้าใจวิธีใช้อุปกรณ์เหล่านั้น พร้อมกำหนดบทบาทบุคคลากรเพื่อทำการบริหารแผนป้องกันอัคคีภัยอย่างสมบูรณ์

2.2 มีงบประมาณปานกลาง ก็ให้จัดซื้ออุปกรณ์เท่าที่จำเป็น และตั้งงบประมาณผูกพันระยะกลาง (ภายใน 3-5 ปี)สำหรับจัดซื้ออุปกรณ์ที่เหลือ แต่ต้องใช้งบประมาณบางส่วนที่มีนั้น จัดการฝึกอบรมบุคลากร พึงระลึกเสมอว่า “คนนำเครื่อง” คนมีความรู้ สามารถปฏิบัติได้ดีกว่าคนมีเครื่องมือมากมาย แต่ใช้ไม่เป็น

2.3 มีงบประมาณน้อย ก็ควรใช้ไปในการพัฒนาบุคลากรเป็นลำดับแรก โดยจัดให้มีการฝึกอบรม พร้อมกับทำการรณรงค์ให้ความรู้และประชาสัมพันธ์การป้องกัน ระงับอัคคีภัย เพื่อให้บุคลากรในหน่วยงาน สามารถใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่แล้วให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด และเข้าใจขั้นตอนการปฏิบัตเมื่อเกิดเหตฉุกเฉิน โดยกำหนดตารางการปฏิบัติเป็นทางการ

(3).ตรวจอาคารสถานที่ สำรวจอาคารในหน่วยงานทั้งหมด โดยคณะทำงานที่ได้รับมอบหมายร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันและระงับ อัคคีภัยจากภายนอก แล้วปรับปรุงระบบความปลอดภัยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ดังรายการต่อไปนี้ :

3.1 หาพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุเพลิงไหม้หรือภยันตรายต่างๆ แล้วกำหนดแผนการแก้ไขเป็นรูปธรรม อย่างสม่ำเสมอ

3.2 จัดตั้งกองบัญชาการแผนฉุกเฉิน ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากมีอยู่แล้วให้ปรับปรุงตามความเหมาะสม

3.3 หาจุดรวมพล(Assembly Area)ที่สามารถรองรับการอพยพได้อย่างเหมาะสม (ไม่น้อยกว่าสองจุด แต่ไม่เกินสี่) หากมีอยู่แล้วให้ปรับปรุงบำรุงรักษา

3.4 หาเส้นทางอพยพหนีไฟทั้งบุคคล และทรัพย์สิน จากทุกๆจุดของอาคาร แล้วจัดทำแผนผังเพื่อประชาสัมพันธ์

3.5 หาเส้นทางการจราจรในอาคาร โดยมุ่งเน้นให้สามารถใช้ได้เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งจะต้องกำหนดทิศทางการจราจร, บริเวณที่จอดรถดับเพลิง, รถบันได ฯลฯ , จำนวนประตูรั้วทางเข้า-ออก และประตูฉุกเฉิน หากทางเข้า-ออกใช้ไม่ได้ เป็นต้น

3.6 จุดติดตั้งอุปกรณ์ในการป้องกันและระงับอัคคีภัยอื่นๆ ที่เหมาะสมกับสถานที่และงบประมาณ เช่น เครื่องตรวจจับควันและความร้อน(Smoke / Heat Detectors) ,สัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ( Fire Alarm), หัวฉีดน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ( Sprinkler ), แผงควบคุมระบบเตือนภัย( Fire Control Panel ) , ไฟฉุกเฉิน ( Emergencylight ) สามารถใช้งานได้หรือไม่ ฯลฯ

3.7 จุดติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง ทั้งเพลิงไหม้เบื้องต้น คือถังดับเพลิง(Portable Fire Extinguisher) และเพลิงไหม้ 5 ขั้นรุนแรง (ระบบสายฉีดน้ำดับเพลิง) แหล่งเก็บน้ำสำรอง,ปั้มน้ำดับเพลิง (ดูรายละเอียดในข้อ 1 เกณท์ขั้นต้นฯ)

3.8 จุดติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตอื่นๆ อาทิ รอกหนีไฟ ( Fire Escape Device )เพื่อช่วยชีวิตคนติดไฟในอาคารสูง , ท่อผ้าหนีไฟ ( Chute ) , เครื่องช่วยหายใจ ( SCBA.)เบาะลมช่วยชีวิต ( Air Cushion ), ขวาน, ฆ้อนปอนด์,เชือก, เปลหาม, หน้ากากฉุกเฉิน,บันไดลิงที่เคลื่อนย้ายได้ฯลฯ

3.9 ป้ายสื่อความปลอดภัย (Safety Sign) และป้ายประชาสัมพันธ์ภยันตรายต่างๆ เช่น ป้ายทางออก(Exit), ป้าย ทางออกฉุกเฉิน (Emergency Exit) , ป้ายทางหนีไฟ (Fire Exit) , ป้ายจุดติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิง , ป้ายจุดติด ตั้งสัญญาณแจ้งเหตุฉุกเฉิน

3.10 ระบบการติดต่อสื่อสาร เพื่อให้ทุกคนในหน่วยงานได้รับข่าวสารฉุกเฉินโดยทันที อาทิ ระบบเสียงตามสาย ,หอกระจายข่าว , ระบบวิทยุสื่อสาร , ระบบโทรศัพท์ภายใน , ระบบโทรทัศน์วงจรปิด , โทรศัพท์มือถือ , รถกระจายเสียง หรือแม้แต่เครื่องขยายเสียงที่ใช้แบตเตอรี่ เป็นต้น สำรวจว่า มีจำนวนเท่าใด เพียงพอหรือไม่ เนื่องจากภาวะฉุกเฉินจะได้รับการตอบสนอง อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ก็ด้วยระบบการสื่อสารนี้

(4).ตรวจอีกทีแผนเดิม ทุกหน่วยงาน จะต้องมีแผนการป้องกันและระงับอัคคีภัยอยู่แล้วอย่างแน่นอน แต่อาจไม่ได้นำมาปฏิบัติ หรือ แผนฯนั้นอาจไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันที่ทุกองค์การกำลัง มุ่งเน้นไปสู่เป้าหมายแห่งการเป็นหน่วยงานคุณภาพ ดังนั้น จึงควรนำแผนฯเดิมมาวิเคราะห์ และหาทางปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม นำมาปฏิบัติได้ทันที โดยมุ่งเน้นการพึ่งพาตนเอง และการมีส่วนร่วมของบุคลากรทุกคน

(5).ทำเสริมแผนใหม่ การจัดทำแผนการป้องกันและระงับอัคคีภัยในองค์การขึ้นใหม่นั้น ประกอบกับความเหมาะสมของทรัพยากรในหน่วยงานและประชาคมเครือข่าย โดยมีกระบวนการ คือ

1. วางระบบ (Policy / Guideline )

2. ทำตามระบบ ( Implement the Guideline )

3. วัดผล / ทบทวน / ตรวจสอบ ( Monitor / Review )

4. ปรับปรุงระบบ ( PDCA , CQI , Innovation )

ซึ่งจะต้องมีการประเมินผลด้วยตนเองตลอดเวลา เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย คือ พร้อมรับการประเมิน และรับรองโดย องค์กรภายนอกที่เกี่ยวข้อง ในรายละเอียดของแผนฯ ควรครอบคลุมถึงผู้รับผิดชอบ และกำหนดวัน-เวลาทำงานไว้ด้วยอย่างชัดเจน

(6).มุ่งทำไปให้ต่อเนื่อง (CQI Continuous Quality Improvement) ความล้มเหลวของโครงการ หรือแผนใดก็ตาม มักมีปัจจัยสำคัญอยู่ที่การขาดความต่อเนื่อง ซึ่งมีพฤติกรรมหลักคือ “งด” , “เลื่อน” , “แชเชือน” และ “บิดเบือนเป้าหมายเดิม” ดังนั้น หากหน่วยงานใดปรารถนาที่จะประสบความสำเร็จในการเป็นองค์การปลอดอัคคีภัย อันเป็นองค์ประกอบสำคัญขององค์การที่มีมาตรฐานสากล. ก็ควรหาลู่ทางปฏิบัติให้แผนฯ ที่วางไว้อย่างดีแล้วนั้น ดำรงและดำเนินไปได้ อย่างต่อเนื่องตลอดไป เฉกเช่นเดียวกับ “ การหายใจของมนุษย์ ที่หยุดเมื่อใด คือตายเมื่อนั้น ”

เกณท์ขั้นต้นสู่มาตรฐานการป้องกันอัคคีภัย FARA-FS (Fire Safety) Certified

1 ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันและระงับอัคคีภัยขั้นต้นจนถึงขั้นปานกลางอย่างถูกต้อง

1.1 ติดตั้งเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ (Portable Fire Exinguisher)แต่ละประเภท ให้เหมาะสมกับพื้นที่ และวัตถุเชื้อเพลิง เช่น ในห้องที่ต้องการความสะอาด ห้ามใช้เครื่องดับเพลิงชนิดผงเคมีแห้งเป็นอันขาด อาทิ ห้องผ่าตัด (OR) ห้องผู้ป่วยหนัก (ICU) ห้องฉุกเฉิน (ER) ห้องอื่น ที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศฯลฯ ให้ใช้เครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือน้ำยาเหลวระเหยที่ไม่มีสารพษ CFC และใช่น้ำหรือโฟม ในบริเวณที่เชื้อเพลิงมีลักษณะเป็นของแข็งเชื้อเพลิงธรรมดา เช่น ยาง ไม้ ผ้า กระดาษ พลาสติค ฯลฯ

1.2 จำนวนเครื่องดับเพลิงซึ่งมีประสิทธิภาพในการดับเพลิง ไม่ต่ำกว่า 6A-10B ไม่น้อยกว่า 1 เครื่องต่อพื้นที่ 200 ตารางเมตร

1.3 จำนวนเครื่องดับเพลิงไม่น้อยกว่า 1 เครื่อง ต่อระยะห่างไม่เกิน 20 เมตร

1.4 ห้ามติดตั้งเครื่องดับเพลิงสูงจากพื้น (วัดถึงส่วนสูงสุดของเครื่องฯ) เกินกว่า 140 ซ.ม. สำหรับเครื่องที่มีน้ำหนักเบา (ไม่เกิน 10 กิโลกรัม) และห้ามติดตั้งเครื่องดับเพลิงขนาดหนัก(เกิน 10 กิโลกรัม) สูงกว่า 90 ซม. โดยเฉพาะเครื่องดับเพลิงชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในหลายๆประเทศนิยมตั้ง เครื่องดับเพลิงไว้บนพื้น เพื่อให้สามารถหยิบใช้ได้โดยสะดวกทุกคน

1.5 ต้องมีระบบดับเพลิงเพื่อรองรับอัคคีภัยขั้นปานกลาง ถึงขั้นรุนแรง อาทิ ม้วนสายยางฉีดดับเพลิง (FireHose Reel ) , สายฉีดดับเพลิงแบบแขวน (Fire Hose Rack) และม้วนสายผ้าใบดับเพลิง (Fire Delivery Hose) เป็นต้น พร้อมทั้งมีแหล่งเก็บน้ำดับเพลิง (Water Tank) ,เครื่องสูบน้ำดับเพลิง (Fire Pump) , ท่อทางจ่ายน้ำดับเพลิง (Fire Hydrant) ,ท่อรับน้ำดับเพลิง ( Inlet Valve)

2 มีป้ายสื่อความปลอดภัย 6 ( Safety Sign ) ต้องจัดให้มีเพียงพอ สามารถมองเห็นได้ชัดเจนทุกมุม ในระยะไกล ทั้งเวลากลางวัน และกลางคืน ส่วนใหญ่คือป้าย 3 มิติแบบเรืองแสง

2.1 ป้ายบอกทางหนีไฟ ( Fire Exit ) ใช้เฉพาะช่องทางหนีไฟเท่านั้น

2.2 ป้ายทางออกฉุกเฉิน ( Emergency Exit ) ที่จัดเตรียมไว้ แม้จะเป็นหน้าต่าง

2.3 ป้ายทางเข้า-ออก ( Entrance - Exit )

2.4 ป้ายบอกจุดติดตั้งอุปกรณ์ป้องกัน-ระงับอัคคีภัย และอุปกรณ์เตือนภัยต่าง อาทิ เครื่องดับเพลิงแบบมือถือ (Fire Extinguisher),ตู้เก็บสายส่งน้ำดับเพลิง (Fire Hose Cabinet) , จุดเปิดสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm) , จุดติดตั้งอุปกรณ์ช่วยชีวิตต่างๆ เช่น รอกหนีไฟ ( Fire Escape Device ) ฯลฯ

2.5 ป้ายบอกชื่อห้อง หรือช่องทางต่างๆ ทุกช่อง ทุกประตู รวมทั้งทางตัน , บริเวณอันตราย, ป้ายจุดรวมพล,ป้ายกองบัญชาการแผนฉุกเฉิน , ป้ายพื้นที่ปลอดภัยของแผนก

2.6 ป้ายระบุ “ห้ามใช้ลิฟท์ เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้” ติดไว้นอกลิฟท์ ทุกๆ โถงเข้าลิฟท์

2.7 ป้ายบอกความรุนแรงของสารไวไฟ, สารเคมี, สารกัมมันตรังสี, วัตถุมีพิษ ฯลฯ

2.8 ป้ายกฏระเบียบ ข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติ ป้ายจราจร, ป้านรณรงค์ให้เกิดความปลอดภัย ฯลฯ ป้ายต่างๆเหล่านี้ จะต้องสามารถมองเห็นได้ชัดเจนในระยะไกล หลายมุมมอง ทั้งในเวลากลางวันและกลางมีการตรวจสอบความปลอดภัยด้านอัคคีภัย โดยหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ตามกำหนดเวลาและ เมื่อมีการปรับปรุง ดัดแปลงอาคาร - มีการปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านอัคคีภัย และบันทึก หรือ รายงานเป็น ลายลักษณ์อักษร - มีการประเมินภาวะเสี่ยงจากอัคคีภัยอย่างสม่ำเสมอ

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง (อย่างย่อ)

พระราชบัญญัติป้องกันและระงับอัคคีภัย พ.ศ. 2542

หมวด 2 การระงับอัคคีภัย

มาตรา 15 ให้ผู้อำนวยการดับเพลิงประจำท้องถิ่น เจ้าพนักงานท้องถิ่น พนักงานดับเพลิง และเจ้าพนักงานตำรวจมีหน้าที่ระงับอัคคีภัย โดยให้ติดเครื่องหมายและให้แสดงบัตรประจำตัวเมื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องร้องขอ

มาตรา 23 ผู้ใดพบเพลิงเริ่มไหม้ให้แจ้งต่อเจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาอาคารหรือสถานที่ที่เป็นต้นเพลิง เพื่อทำการดับเพลิง ถ้าไม่ปรากฏตัวบุคคลดังกล่าว และเพลิงนั้นที่อยู่ในสภาพที่ตนสามารถดับได้ ก็ให้ทำการดับเพลิงนั้นทันที ถ้าเพลิงนั้นอยู่ในสภาพที่ตนไม่สามารถดับได้ ให้รีบแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตามมาตรา 15 ทราบโดยด่วน

หมวด 4 บทกำหนดโทษ

มาตรา 32 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา 23 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

มาตรา 35 ผู้ใดแจ้งเหตุหรือให้อาณัติสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้อันเป็นเท็จต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 36 ผู้ใดไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ทำลาย เคลื่อนย้าย กีดขวาง หรือทำให้เกิดอุปสรรคต่อการใช้ อาณัติสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เครื่องดับเพลิงหรือท่อส่งน้ำดับเพลิง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้ปรับ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น ผู้กระทำต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานประกอบการเพื่อความปลอดภัยในการทำงาน สำหรับลูกจ้าง

“นายจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานโดยจ่ายค่าจ้างให้ และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนนายจ้าง ในกรณีที่นายจ้างเป็นนิติบุคคล หมายความว่าผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้น และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำงานแทนผู้มีอำนาจกระทำการแทน นิติบุคคล

“ลูกจ้าง” หมายความว่า ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเป็นผู้รับค่าจ้างด้วยตนเองหรือไม่ก็ตาม

หมวด 3 การดับเพลิง

ข้อ 16 การใช้เครื่องมือดับเพลิงแบบมือถือนายจ้างต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้ (2) ให้นายจ้างจัดให้มีเครื่องดับเพลิงตามชนิด จำนวน และให้ทำการติดตั้งดังต่อไปนี้ ง. เครื่องดับเพลิงแบบมือถือทุกเครื่องต้องมีเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ต้องมี ขนาดที่มองเห็นได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า หนึ่งเมตรห้าสิบเซนติเมตร (3) ข้อปฏิบัติทั่วไปเกี่ยวกับเครื่องดับเพลิงแบบมือถือ ค. เครื่องดับเพลิงแต่ละเครื่องมีน้ำหนักสุทธิไม่เกินยี่สิบกิโลกรัม ติดตั้งสูงจากพื้นที่ทำงานไม่น้อยกว่าหนึ่งเมตร แต่ไม่เกิน หนึ่งเมตรสี่สิบเซนติเมตร

ข้อ 19 ให้นายจ้างปฏิบัติเกี่ยวกับอุปกรณ์ดับเพลิงดังต่อไปนี้ (3) จัดให้ลูกจ้างเข้ารับการฝึกอบรมการดับเพลิงขั้นต้นจากหน่วยงานที่ทางราชการ กำหนด หรือยอมรับไม่น้อยกว่าร้อยละสี่สิบของจำนวนลูกจ้างในแต่ละหน่วยงานของสถาน ประกอบการ

ข้อ 20 ให้นายจ้างจัดลูกจ้างเพื่อทำหน้าที่ดับเพลิงโดยเฉพาะอยู่ตลอดเวลาที่มีการทำงาน

ข้อ 21 ให้นายจ้างจัดหาอุปกรณ์ป้องกัน

โดย : แนวๆๆ [203.209.120.220] วันที่ 12 ส.ค. 2549 21:00:30 น.
http://203.155.220.239/subsite/index.php?strOrgID=001025&strSection=webboard_view&intPostID=2650




เกี่ยวกับความปลอดภัย

กองทุนความปลลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน article
แผนระงับอุบัติภัยฉุกเฉิน การป้องกันระงับอัคคีภัย
สภากทม. เข้าถึงคลังมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก NFPA article
ฝึกประกอบนั่งร้านเพื่อเตรียมทำงานบนที่สูง article
ทำงานบนที่สูงของพนักงานบริษัท article
กฎรักษ์ชีวา 12 ประการ
การจัดอบรมมาตรฐาน NFPA 101®, Life Safety Code หลักสูตรสากลที่ได้รับการรับรองจาก NFPA ต่างประเทศ article
กฎทองแห่งความปลอดภัย
นโยบายความปลอดภัย article